ทุกวันนี้เทคโนโลยีใหม่ๆ โผล่ขึ้นมาพร้อมกันเต็มไปหมด ทั้งปัญญาประดิษฐ์ บล็อกเชน หรือ Internet-of-Things (IoT) ซึ่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ต่างค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปเปลี่ยนทั้งเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างรวดเร็ว เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า แม้เทคโนโลยีเหล่านี้จะมีประโยชน์มหาศาล แต่ก็ไม่สามารถปล่อยให้ทำงานได้อย่างเสรีไร้กรอบ และภาครัฐก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้ามากำกับดูแล ทั้งเพื่อกันไม่ให้ผลกระทบด้านลบลุกลาม และในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปิดกั้นนวัตกรรมใหม่ๆ จนหมดแรงขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไปข้างหน้า
แต่ก่อนจะไปถึงขั้นออกกฎหมายมาควบคุมอะไรสักอย่าง รัฐต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า แท้จริงแล้วรัฐกำลังพยายามจะกำกับ ‘อะไร’ กันแน่ ซึ่งฟังดูเหมือนคำถามง่ายๆ แต่ในทางปฏิบัติจริงไม่ง่ายเลย เพราะสิ่งที่เราพูดถึงไม่ใช่โต๊ะ เก้าอี้ หรือถนนที่ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน หากเป็นเทคโนโลยีที่ทั้งซับซ้อนและกำกวม จนคนแต่ละกลุ่มมองไม่เหมือนกัน การให้นิยามจึงกลายเป็น ‘กระดุมเม็ดแรก’ ของการกำกับดูแล ซึ่งถ้าติดเม็ดแรกพลาด เม็ดถัดๆ ไปก็เบี้ยวตามไปหมด
โจทย์เรื่องกระดุมเม็ดแรกนี่เองที่ Stefan Seidel และคณะหยิบมาศึกษาอย่างจริงจัง ในบทความชื่อ Regulating Emerging Technologies: Prospective Sensemaking Through Abstraction and Elaboration ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสาร MIS Quarterly ปี 2025 เขาชวนเราไปดูว่าคนจากหลากหลายกลุ่ม ทั้งนักเทคโนโลยี นักธุรกิจ นักกฎหมาย และข้าราชการ จะเข้ามา ‘ช่วยกันคิด’ และสร้างความเข้าใจร่วมกันต่อเทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดใหม่ได้อย่างไร เพื่อให้ได้กรอบกฎหมายระเบียบที่ไม่หมดอายุเร็วเกินไป
กรณีศึกษาที่ทีมวิจัยใช้คือ การกำกับดูแลเทคโนโลยีบล็อกเชนในประเทศเล็กๆ ในยุโรปชื่อ ‘ลิกเตนสไตน์’ ซึ่งตอนตั้งต้น เหมือนทุกอย่างจะโฟกัสที่บล็อกเชนและ cryptocurrency แต่พอถอดความและถกเถียงกันไปเรื่อยๆ ‘สิ่งที่ถูกกำกับ’ ก็ถูกขยายออกไป กลายเป็นกฎหมายที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจโทเคนบนฐานของ ‘เทคโนโลยีแห่งความไว้วางใจ’ (trustworthy technology) แทนที่จะยึดติดกับชื่อเทคโนโลยีเฉพาะหน้าอย่างเดียว
ประเด็นที่สำคัญคือ กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดจากการนั่งร่างกฎหมายในห้องปิดๆ ฝั่งใครฝั่งมัน แต่เกิดจากการค่อยๆ ถอดความ ค่อยๆ รื้อ และค่อยๆ ประกอบนิยามใหม่ของเทคโนโลยีร่วมกัน ผ่านสองกลไกที่ผู้วิจัยเรียกว่า abstraction และ elaboration
ผลลัพธ์คือกรอบกฎหมายที่ถูกออกแบบโดยไม่ผูกติดกับเทคโนโลยีเฉพาะหน้าชั่วคราว และมีโอกาส ‘อยู่รอด’ ไปพร้อมกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีในอนาคต เพราะการนิยามเทคโนโลยีอย่างรอบด้าน ครอบคลุม และชัดเจน จึงไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อยที่ค่อยมาแก้ทีหลัง หากคือขั้นตอนตั้งต้นที่จะกำหนดเลยว่ากฎหมายฉบับหนึ่งจะยังทันสมัยอยู่ได้อีกนานแค่ไหน
ลิกเตนสไตน์เป็นประเทศเล็กๆ กลางยุโรป ซึ่งเศรษฐกิจพึ่งพาภาคการเงินค่อนข้างมาก รัฐบาลจึงรู้ดีว่าถ้าอยากรักษาความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ ก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องลองเปิดทางให้เทคโนโลยีการเงินรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจด้วย ตอนที่ Seidel และทีมเข้าไปทำวิจัย ประเทศยังไม่มี ‘กฎหมายบล็อกเชน’ โดยตรงเลยด้วยซ้ำ ซึ่งกลายเป็นจังหวะดีที่พวกเขาได้เห็นตั้งแต่ต้นน้ำว่า กฎหมายชุดหนึ่งค่อยๆ ถูกประกอบขึ้นมาจากศูนย์อย่างไร
ตัวบล็อกเชนเองมีศักยภาพสูงมากในการเปลี่ยนวิธีทำธุรกรรม เพราะเป็นฐานข้อมูลที่กระจายอยู่ตามหลายโหนด ทำให้แก้ย้อนหลังได้ยากและสร้างความน่าเชื่อถืออย่างสูงแบบ ซึ่งแตกต่างจากระบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน แต่ในโลกจริง เทคโนโลยีบล็อกเชนยังไม่สามารถที่จะแสดงศักยภาพสูงสุดออกมามาได้ เพราะทุกอย่างยังคลุมเครือในสายตากฎหมาย ไม่มีใครแน่ใจว่าอะไรบนบล็อกเชน ‘ถูก–ผิด’ อย่างไร ส่งผลให้ผู้ประกอบการก็เลยลังเลและไม่กล้าลงทุนไปกับโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่เทคโนโลยีพอจะเปิดทางให้เกิดได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อมีกฎหมายออกมาแล้ว โมเดลเหล่านั้นจะยังอยู่ถูกต้องตามกรอบกฎหมายหรือเปล่า
นี่คือภาพคลาสสิกของ ‘ความไม่แน่นอนทางกฎหมาย’ (legal uncertainty) ในยุคที่เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่าเอกสารราชการ เพื่อรับมือกับโจทย์นี้ ลิกเตนสไตน์จึงเริ่มออกแบบกฎหมายเกี่ยวกับบล็อกเชน ซึ่งในงานวิจัยของ Seidel กับคณะ แบ่งให้เห็นเป็นสามช่วงหลักๆ ดังต่อไปนี้
ปี 2016 กระทรวง Ministry of General Government Affairs and Finance ตั้งกลุ่มทำงานเล็กๆ ซึ่งมีสมาชิกแค่หกคนและะดึงทั้งคนสายเทคโนโลยี ธุรกิจ และกฎหมายมานั่งคุยกัน ปัญหาแรกที่เจอคือ แม้แต่คำที่ทุกวันนี้เราคิดว่า ‘รู้กันอยู่แล้ว’ อย่าง token, private key, public key ตอนนั้นยังไม่มีความหมายร่วมกันเลย ต่างคนต่างมีภาพในหัวของตัวเอง
ช่วงนี้ผู้วิจัยเรียกว่า close-circle sensemaking คือให้คนวงเล็กๆ มาช่วยกันหาภาษากลางและภาพรวมให้ตรงกันก่อน จุดเปลี่ยนสำคัญคือ การขยับจากโจทย์แคบๆ ว่า จะกำกับ cryptocurrency ยังไง ไปสู่การมองภาพใหญ่ขึ้นเป็น ‘cryptofinance system’ หรือทั้งระบบนิเวศทางการเงินที่รายล้อมคริปโตอยู่ ไม่ใช่สนใจแค่เหรียญเพียงอย่างเดียว
พอมีกรอบกว้างระดับหนึ่งแล้ว รัฐก็เริ่ม ‘เปิดวง’ เชิญนักกฎหมายและนักวิชาการเข้ามาเพิ่ม การสนทนาชุดใหม่ทำให้เกิดการ ‘ให้ความหมายใหม่’ กับบล็อกเชนอย่างสำคัญ มุมมองของผู้กำกับดูแลค่อยๆ เลื่อนจากแค่ ‘cryptofinance system’ ไปสู่การมองว่า เรากำลังพูดถึง ‘เศรษฐกิจโทเคนบนฐานเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือได้’ (trustworthy technology)
จุดพลิกเกมอยู่ที่การมองว่าโทเคนไม่ใช่แค่ตัวแทนของเหรียญคริปโตหรือสินทรัพย์ทางการเงิน แต่เป็น ‘กล่องบรรจุสิทธิ’ ชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในทรัพย์สิน สิทธิในการใช้บริการ หรือสิทธิในผลตอบแทนรูปแบบต่างๆ ก็ใส่ลงไปในกล่องนี้ได้หมด มุมมองแบบนี้ทำให้กฎหมายไม่ได้ผูกติดอยู่กับเทคโนโลยีการเงินเฉพาะหน้าบางประเภทเท่านั้น แต่ขยายออกไปรอบด้านขึ้น
เมื่อภาพรวมเริ่มนิ่ง กฎหมายร่างแรกที่ได้จากสองช่วงก่อนก็ไม่ถูกเก็บไว้ในวงปิดอีกต่อไป ลิกเตนสไตน์เปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนอกกลุ่มเล็กๆ ที่ถูกจัดเอาไว้ก่อนหน้า เข้ามาแสดงความคิดเห็น เป็นการต่อยอดกระบวนการ sensemaking ออกไปจากวงเล็กๆ ที่ช่วยกันปั้นวิสัยทัศน์ในตอนต้น
ท้ายที่สุด ประเทศประกาศใช้กฎหมายบล็อกเชนในปี 2020 และย้ำอย่างชัดเจนในคำแถลงข่าวว่าตัวเองเป็น “ประเทศแรกที่มีกฎหมายซึ่งกำกับดูแลเศรษฐกิจโทเคนครบวงจร” พร้อมข้อความว่า
“With the new law, Liechtenstein is the first country with a comprehensive regulation for the token economy. The law regulates civil law and also provides appropriate supervision of service providers in the token economy.”
หากกล่าวให้สั้นลงคือ ลิกเตนสไตน์เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า ‘จะกำกับบล็อกเชนอย่างไรดี’ แต่จบลงด้วยกฎหมายที่ไม่ผูกตัวเองกับชื่อเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง กลับเลื่อนไปจับ ‘เศรษฐกิจโทเคนบนฐานเทคโนโลยีแห่งความไว้วางใจ’ แทน ทำให้ตัวกฎหมายมีโอกาสอยู่ได้ยาวกว่า ไม่ตกยุคทุกครั้งที่ตัวเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง
การสร้างความหมาย (sensemaking) เป็นกระบวนการพื้นฐานสำหรับมนุษย์ กล่าวคือเราใช้ชีวิตประจำวันได้ก็เพราะพอจะจับทางได้ว่า สิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเรานั้น ‘หมายถึงอะไร’ สำหรับเราและสำหรับคนอื่น ถ้าไม่มีขั้นตอนนี้ เราก็จะไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้เลย
นักวิชาการคนแรกๆ ที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาคิดอย่างจริงจังคือ Karl Weick ในหนังสือชื่อว่า The Social Psychology of Organizing ซึ่งถูกตีพิมพ์ปี 1979 เขาเอาไอเดียจากทฤษฎีวิวัฒนาการของ Charles Darwin มาตีความชีวิตในองค์กร ว่าองค์การจะต้อง ‘ลองให้ความหมาย – คัดเลือก – คงไว้’ ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตที่ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา
เสียดายที่วงวิชาการไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงวิชาการด้านนโยบายสาธารณะซึ่งมักสนใจเรื่องการตัดสินใจกันมาก แต่ไม่ค่อยสนใจเรื่องการสร้างความหมายเลย ทั้งที่ชีวิตจริง เราต้อง ‘ทำความเข้าใจสถานการณ์’ ก่อนทุกครั้ง ก่อนที่เราจะสามารถ ‘ตัดสินใจ’ ได้
Stefan Seidel หยิบแนวคิดของ Karl Weick มาต่อยอด โดยโฟกัสว่าถ้ารัฐจะต้องกำกับเทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดใหม่ขึ้นมา รัฐจะนิยามเทคโนโลยีใหม่อย่างไร ผ่านกระบวนการสร้างความหมายร่วม (collective sensemaking) ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย โดยเขาเสนอว่าหัวใจของกระบวนการนี้มีอยู่สองกระบวนการ คือ abstraction และ elaboration ซึ่งวนไปมาซ้อนกันอยู่ตลอด
Abstraction คือ ‘การสกัดแก่น’ ของนิยามออกมา ให้หลุดจากรูปแบบเฉพาะนั้น และย้อนไปจับคุณสมบัติสำคัญที่ซ่อนอยู่ ส่วน elaboration คือ ‘การใส่รายละเอียดกลับเข้าไป’ เพื่อให้แนวคิดที่เป็นนามธรรมมีความเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น สามารถที่จะนำไปใช้สร้างกฎหมายได้
ตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพง่ายคือการขยับจากนิยาม ‘กระเป๋าเงินดิจิทัล’ (safe wallets) ไปสู่คำว่า ‘ผู้ดูแลทรัพย์สิน’ (custodians) โดยเรามองว่า safe wallets เป็นบริการเฉพาะแบบหนึ่ง แต่พอถอยออกมาดูในมุมของ abstraction จะเห็นว่า safe wallets แท้จริงแล้วเป็นเพียง ‘ผู้ดูแลทรัพย์สินในรูปแบบหนึ่ง’ เท่านั้น ขณะที่คำว่า custodians กว้างกว่า และครอบคลุมบริการอื่นๆ ที่มี แก่น เดียวกันด้วยคือ ‘ถือทรัพย์สินไว้แทนผู้อื่น’ การยกนิยามขึ้นมาแบบนี้ช่วยให้กฎหมายไม่ถูกผูกมัดกับรูปแบบทางเทคนิคเพียงแบบเดียว แต่สามารถรองรับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นมาในอนาคตด้วย
อย่างไรก็ดี การหยุดอยู่แค่ระดับนามธรรมทำให้กฎหมายลอยเกินไป จึงจำเป็นที่จะต้องมี elaboration ตามมาเสมอ เมื่อเราใช้คำว่า ‘ผู้ดูแลทรัพย์สิน’ แล้ว คำถามเชิงปฏิบัติก็ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องว่า ผู้ดูแลลักษณะนี้มีขอบเขตหน้าที่แค่ไหน ดูแลทรัพย์สินประเภทใดได้บ้าง รับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลและทรัพย์สินขนาดไหน และต้องดำเนินการอยู่ภายใต้เงื่อนไขทางกฎหมายอย่างไร การเติมรายละเอียดเหล่านี้ทำให้แนวคิดที่เคยเป็นนามธรรมเริ่มจับต้องได้มากขึ้น และมีความเป็นรูปธรรม สามารถที่จะนำไปบังคับใช้จริงได้
เมื่อมองผ่านแว่นนี้ เราจะเห็นภาพที่ชัดมากขึ้นว่าทำไม Seidel และคณะจึงย้ำว่าการผสมผสานระหว่าง abstraction และ elaboration เป็นสิ่งจำเป็น หากต้องการปรับกรอบการกำกับดูแลให้ทั้งยืดหยุ่น และไม่หลวมเกินไป โดย abstraction ช่วยให้กฎหมายไม่ยึดติดกับเทคโนโลยีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง สามารถครอบคลุมการพัฒนาที่เรายังมองไม่เห็นในวันนี้ ขณะที่ฝั่ง elaboration ทำให้กรอบที่กว้างนั้นมีรายละเอียดมากพอที่จะบังคับใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ถ้อยคำหลักการสวยๆ เพียงแค่นั้น
กรณีลิกเตนสไตน์ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้สองกระบวนการนี้ควบคู่กันไป ในระดับเทคโนโลยี เราเห็นการเลื่อนจากการพูดถึง ‘บล็อกเชน’ แบบเจาะจง ไปสู่การใช้คำที่กว้างกว่าอย่าง distributed ledger technology (DLT) และจากนั้นก็ถอยออกมาอีกชั้นหนึ่งจนเกิดแนวคิด ‘เทคโนโลยีแห่งความไว้วางใจ’ โดยการขยับแต่ละครั้งคือการทำ abstraction เพราะเราค่อยๆ ปลดตัวเองออกจากตัวเทคโนโลยีในลักษณะเฉพาะเจาะจง ไปสู่การจับคุณลักษณะสำคัญที่เราต้องการจะกำกับจริงๆ นั่นก็คือความน่าเชื่อถือของระบบ
ในขณะเดียวกันก็มีการใช้ elaboration ตามมาตลอด เช่น การระบุว่าเทคโนโลยีที่เรียกว่า trustworthy technology จะต้องให้ความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลอย่างไรบ้าง ซึ่งจะใช้กลไกทางคณิตศาสตร์ก็ได้ หรือจะใช้วิธีอื่นมาสร้างความน่าเชื่อถือก็ยังอยู่ในกรอบเดียวกัน รายละเอียดพวกนี้เองทำให้แนวคิด trustworthy technology ไม่ใช่แค่คำกว้างๆ สวยๆ แต่กลายเป็นฐานสำคัญสำหรับการร่างกฎหมาย
ส่วนในระดับการใช้เทคโนโลยี เราได้เห็นการขยับนิยามในลักษณะเดียวกัน จากเดิมที่มองโทเคนเป็นเพียงตัวแทนของสินทรัพย์ (token as representation of asset) เปลี่ยนไปเป็นโทเคนในฐานะตัวแทนของ ‘สิทธิ’ (token as rights) และต่อยอดไปอีกชั้นว่าโทเคนคือ ‘ภาชนะของสิทธิ’ (token as container of rights) การเลื่อนจากสินทรัพย์ไปสู่สิทธิเป็นการทำ abstraction เพราะ ‘สิทธิ’ เป็นแนวคิดที่มีความกว้างมากกว่าสินทรัพย์ ครอบคลุมทั้งสิทธิในทรัพย์สิน สิทธิในการเข้าใช้บริการ หรือสิทธิในส่วนแบ่งผลตอบแทนรูปแบบต่าง ๆ
ในเวลาเดียวกัน การสร้างกฎหมายไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การนิยามคำใหม่ๆ หากยังลงไปอธิบายเพิ่มเติมว่า ภาชนะที่ใส่โทเคนนี้สามารถบรรจุสิทธิได้หลายชิ้น และนี่คือกระบวนการ elaboration ที่ทำให้ภาพของโทเคนในฐานะ container ชัดเจนยิ่งขึ้น และเปิดทางให้กฎหมายเข้าไปกำกับทั้งตัวโทเคน และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบ
เมื่อมองเข้าไปในการกำกับดูแลกฎหมาย เราจะเห็นแบบกระบวนการเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่มีการ reconceptualize ที่สำคัญ ๆ ไม่ว่าจะในระดับเทคโนโลยีหรือระดับการใช้ ล้วนต้องอาศัยทั้งการสกัดแก่นให้กว้างขึ้น (abstraction) และการเติมรายละเอียดให้ชัดขึ้น (elaboration) ควบคู่กันไปเสมอ
กรอบที่ดีสำหรับการกำกับเทคโนโลยีเกิดใหม่ จะไม่ใช่กรอบที่แคบจนล็อกทุกอย่างไว้กับเทคโนโลยีวันนี้ และก็ไม่ใช่กรอบที่กว้างลอยจนจับต้องไม่ได้ หากเป็นกรอบที่ผ่านการทำ abstraction และ elaboration อย่างรอบคอบ จนสามารถรองรับอนาคตได้โดยไม่เสียความชัดเจนในปัจจุบัน กระบวนการสร้างความหมายร่วมในแบบนี้เอง ที่ทำให้กฎหมายมีโอกาส ‘อยู่รอด’ ไปกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีอย่างบล็อกเชนได้ยาวกว่ากฎหมายที่รีบผูกตัวเองกับคำที่ฮิตชั่วคราวของยุคสมัย
กรณีลิกเตนสไตน์ทำให้เราเห็นได้ชัดว่า เวลาพูดถึงการกำกับดูแลเทคโนโลยีใหม่ๆ จุดตั้งต้นไม่ควรถามแค่ว่า ‘จะควบคุมอย่างไรดี’ แต่ต้องย้อนกลับไปถามก่อนว่า ‘จริงๆ แล้วเรากำลังจะกำกับอะไร’ คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศแล้วหยิบมาใช้ได้ทันที แต่ค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นจากการถกเถียง แลกเปลี่ยน และต่อรองความหมาย ระหว่างคนหลากกลุ่มผ่านกระบวนการสร้างความหมายร่วมที่ทั้งมองทะลุไปให้เห็นแก่นและขยายรายละเอียดให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นไปพร้อมๆ กัน
พอกลับมามองประเทศไทย เรามักคุ้นกับการ ‘นำเข้า’ กฎหมายจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี และข้อมูลดิจิทัล เพราะเราอยู่ในกระแสที่ถูกเรียกว่า Brussels Effect ซึ่งกติกาของสหภาพยุโรปค่อยๆ ขยับตัวขึ้นมาเป็นมาตรฐานโลก ไม่ใช่เพราะยุโรปบังคับใคร แต่เพราะยุโรปเป็นตลาดใหญ่และมีกฎเข้มงวด บริษัทข้ามชาติจึงจำเป็นต้องทำระบบให้สอดคล้องกับกฎหมายยุโรป พอเขาลงทุนไปแล้วก็มีแรงจูงใจผลักดันให้ใช้มาตรฐานเดียวกันทุกที่ เราเลยเห็นกฎหมายอย่าง GDPR ถูกใช้เป็นต้นแบบในหลายประเทศ รวมถึง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทยที่ได้รับอิทธิพลมาจากยุโรปอย่างเห็นได้ชัด
ปัญหาคือ ถ้าเรายก ‘เนื้อกฎหมาย’ มาทั้งชุด แต่แทบไม่ได้แตะนิยามหรือโครงสร้างความคิดที่รองรับมันเลย กฎหมายที่ออกมาอาจไม่ค่อยลงรอยกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของไทยเท่าไร ตรงนี้เองที่รัฐไทยจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ได้ ‘คุยกันให้ลึก’ จริงๆ ระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ช่วยกันรื้อคำ รื้อนิยาม และดูว่าขอบเขตที่ควรจะกำกับคืออะไร การสร้างความหมายร่วมในลักษณะนี้สำคัญไม่แพ้การร่างมาตรา เพราะถ้าเราเริ่มจากการมองเทคโนโลยีไม่ตรงกัน ไม่รอบด้านพอ และไม่มีรายละเอียดพอ ต่อให้กฎหมายเขียนดีแค่ไหน เวลาเอาไปใช้จริงก็จะติดขัดอยู่ดี
ในขณะเดียวกัน การอ้าง ‘บริบทไทย’ ก็มีด้านมืดของมัน ถ้าใช้เป็นข้ออ้างในการออกกฎหมายแบบ ‘Thailand only’ ที่สร้างนิยามและกรอบคิดแปลกแยกจากมาตรฐานสากลเกินไป สุดท้ายเราอาจได้ชุดกฎหมายที่กลายเป็นเกาะโดดเดี่ยว เชื่อมโยงกับใครก็ลำบาก ทั้งที่ความจริงแล้ว แก่นของเทคโนโลยีอย่าง AI, blockchain หรือแพลตฟอร์มดิจิทัล มีส่วนที่เหมือนกันอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะวางอยู่ในประเทศไหน สิ่งที่เปลี่ยนไปต่างหากคือสถาบัน กติกาทางสังคม และโครงสร้างเศรษฐกิจที่โอบล้อมมันอยู่ มากกว่าจะเป็นตัวเทคโนโลยีเอง
สำหรับหน่วยงานกำกับดูแลของไทย เป้าหมายของการนิยามเทคโนโลยีจึงไม่ใช่การเลือกข้างระหว่าง ‘นำเข้ากฎหมายเขามาเลย’ กับ ‘เขียนกฎหมายฉบับไทยแท้ไม่เหมือนใคร’ หากแต่เป็นการออกแบบนิยามที่ผูกตัวเองไว้ทั้งกับแก่นของเทคโนโลยีในระดับสากล และกับความจริงของระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในเวลาเดียวกัน ถ้าทำจุดนี้ได้ดี กฎหมายก็มีโอกาสไม่ล้าสมัยเร็วเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ลดความเสี่ยงและผลกระทบด้านลบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ และในขณะเดียวกันก็ไม่ปิดประตูใส่ผู้ประกอบการที่อยากลองสร้าง ทดลองผิดถูก และขยายพื้นที่นวัตกรรมในประเทศต่อไป
Note: เผยแพร่ครั้งแรกที่ The 101 World วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026