กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวผ่านการสร้างหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานขั้นต่ำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ทว่าในบางครั้งกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือใหม่ในการฟ้องปิดปากหรือ SLAPP (Strategic Litigation Against Public Participation) โดยผู้ควบคุมข้อมูลซึ่งมีอำนาจทั้งทางการเมืองและทางธุรกิจ ผ่านการอาศัยช่องโหว่จากการตีความข้อกฎหมายที่กำกวม หรือการตีความข้อยกเว้นทางกฎหมายอย่างแคบจนเกินไป อาทิ ข้อยกเว้นสำหรับกิจการเพื่อสื่อสารมวลชนที่ถูกกำหนดหรือตีความอย่างแคบ กระทั่งกลายเป็นเครื่องมือในการกดดัน ขัดขวาง หรือลงโทษการรายงานข่าวเชิงวิพากษ์วิจารณ์แทนที่จะทำหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามเจตนารมณ์หลัก
การฟ้องปิดปาก (SLAPP) คือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างภาระทางคดี ความกดดันทางจิตใจ และต้นทุนทางการเงินแก่ผู้ถูกฟ้อง มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อยับยั้งการแสดงความคิดเห็นหรือการตรวจสอบจากภาคประชาชน สื่อมวลชน และนักสิทธิมนุษยชน การดำเนินคดีในลักษณะนี้อาศัยความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจและทรัพยากรเพื่อสร้างสภาวะหวาดกลัว จนผู้ถูกฟ้องและบุคคลอื่นที่มีจุดยืนในทิศทางเดียวกันยุติการตรวจสอบหรือการมีส่วนร่วมสาธารณะในที่สุด ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Chilling Effect
ด้วยเหตุที่การฟ้องปิดปาก (SLAPP) ไม่ได้มุ่งหมายเพื่อชนะคดีเป็นสำคัญ หากแต่แฝงเจตนาสร้างภาระและกดดันข่มขู่คู่กรณีเป็นหลัก ประกอบกับผู้ควบคุมข้อมูลมักเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจหรือการเมืองเหนือกว่าคู่กรณีอย่างมีนัยสำคัญ และบทลงโทษตามกฎหมายที่มีความรุนแรง จึงทำให้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกลายเป็นเครื่องมืออีกประการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อการฟ้องปิดปาก (SLAPP)
โดยส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะเห็นการนำกฎหมายหมิ่นประมาทมาใช้ในการฟ้องปิดปาก (SLAPP) แต่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้กลายเป็นเครื่องมือที่สะดวกและมีประสิทธิภาพในการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ด้วยเหตุผลสำคัญ ดังต่อไปนี้
ในคดีหมิ่นประมาท ข้อเท็จจริงที่เป็นความจริง หรือความเห็นโดยสุจริต มักได้รับความคุ้มครอง แต่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมทุจริตของบุคคลสาธารณะอาจยังถือว่าฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากผู้เผยแพร่ถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ควบคุมข้อมูลที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
กฎหมายหมิ่นประมาทดำเนินการผ่านศาลซึ่งอาจใช้เวลานาน แต่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเปิดช่องให้ร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งมีอำนาจสั่งระงับการเผยแพร่หรือกำหนดบทลงโทษทางปกครองได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอกระบวนการพิจารณาของศาล
โดยจะขอยกตัวอย่างเคสจากสหภาพยุโรปภายใต้กฎหมาย GDPR ที่แสดงให้ว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ได้ดังนี้
กลุ่มนักข่าวถูกหน่วยงานกำกับดูแลด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของโรมาเนียส่งจดหมายเรียกให้เปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล หลังจากมีการเผยแพร่วิดีโอการทุจริตเงินอุดหนุนจากสหภาพยุโรป โดยหน่วยงานกำกับดูแลฯ กล่าวว่าจะลงโทษปรับเป็นเงินสูงถึง 20 ล้านยูโร หากไม่มีการเปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล จะเห็นได้ว่ามีการใช้อำนาจทางปกครองโดยอาศัยกฎหมาย GDPR เพื่อกดดันการทำงานของสื่อโดยตรง
บริษัทเครื่องดื่มชูกำลังรายใหญ่ในฮังการีฟ้องร้องนิตยสาร Forbes Hungary และ Magyar Narancs โดยอ้างว่าสื่อทั้งสองประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีฐานทางกฎหมายเพื่อรายงานข่าวเรื่องการเติบโตของบริษัทและความสัมพันธ์กับรัฐบาล ต่อมาศาลฮังการีได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้มีการเรียกเก็บนิตยสารออกจากแผงและเซ็นเซอร์เนื้อหาบางส่วน ถือว่าคำสั่งของศาลที่เกิดขึ้นก่อนการพิจารณาคดีและคำพิพากษาได้ขัดขวางไม่ให้สังคมได้รับรู้ข้อมูลซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะแล้วผ่านการอาศัยกลไกของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงเหตุการณ์ที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องปิดปาก (SLAPP) โดยไม่จำกัดเพียงแต่การฟ้องต่อศาล แต่รวมถึงการร้องเรียนหน่วยงานกำกับดูแลให้ใช้อำนาจทางปกครองในการปิดปากสื่อมวลชนด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนในบริบทสังคมไทย บทความนี้จึงได้ศึกษาความเป็นไปได้ของการนำกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยมาใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องผิดปาก (SLAPP) ผ่านการตีความข้อยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาบังคับใช้ มาตรา 4 (1) และ มาตรา 4 (3) โดยอาศัยกรณีศึกษาจาก GDPR
หนึ่งในข้อยกเว้นการบังคับใช้ GDPR คือ การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยบุคคลธรรมดาเพื่อประโยชน์ส่วนตนอันแท้จริงหรือกิจกรรมในครัวเรือน โดยการประมวลผลนั้นต้องไม่มีความเกี่ยวข้องกับวิชาชีพหรือกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กิจกรรมการติดต่อสื่อสาร การบันทึกข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ในสมุดเหลืองหรือในโทรศัพท์มือถือ กิจกรรมทางออนไลน์ภายใต้ขอบเขตส่วนตัว และที่มาของข้อยกเว้นนี้มี 2 เหตุผลหลัก ได้แก่
1) การคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัว (Right to Privacy) เนื่องจากกิจกรรมส่วนตัวและในครอบครัวถือว่าอยู่ภายใต้ขอบเขตสิทธิในความเป็นส่วนตัวที่ได้รับการรับรองในมาตรา 8 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป (ECHR) และเป้าหมายของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลคือการเสริมสร้างความเป็นส่วนตัวของพลเมือง จึงไม่ควรเข้าไปแทรกแซงพื้นที่ส่วนตัวของบุคคล
2) ความเสี่ยงต่อความเสียงหายอยู่ในระดับต่ำ (Minimal Harm) เนื่องจากในช่วงที่มีการริเริ่มกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ปี ค.ศ. 1995 มีความเชื่อว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัวนั้นไม่น่าก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
อย่างไรก็ตาม กฎหมายต้นฉบับของ GDPR คือ Data Protection Directive โดยศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (CJEU) ได้วางหลักการ "ตีความอย่างแคบ" ไว้โดยกำหนดว่าข้อยกเว้นนี้จะใช้ได้เฉพาะขอบเขตที่จำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น (“only in so far as is strictly necessary”) โดยมีแนวคำพิพากษาที่เป็นบรรทัดฐาน ดังนี้
ข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับการจัดทำหน้าเว็บไซต์เพื่อให้สมาชิกคริสตจักรที่กำลังเตรียมเข้ารับศีลมหาสนิทสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ โดยหน้าเว็บดังกล่าวได้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเพื่อนร่วมงานของผู้จัดทำเว็บไซต์ ซึ่งศาล CJEU ได้ตัดสินว่ากรณีนี้ไม่เข้าข้อยกเว้นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ส่วนตน เนื่องจากเป็นการเปิดเผยสู่อินเตอร์เน็ตและสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดจำนวนผู้เข้าชม (“indefinite number of people”)
ข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับการติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณนอกบ้านบุคคลด้วยวัตถุประสงค์เพื่อหาตัวคนร้ายที่เข้ามาทุบกระจกบ้านของตนเอง ซึ่งศาล CJEU ตัดสินว่า หากการเฝ้าระวัง (Surveillance) ครอบคลุมไปถึงพื้นที่สาธารณะเพียงบางส่วนและมีทิศทางออกไปจากพื้นที่ส่วนตัวก็ไม่เข้าข้อยกเว้นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ส่วนตน
ชายผู้หนึ่งได้บันทึกวิดีโอขณะที่เขากำลังให้การในคดีที่ถูกฟ้องภายในสถานีตำรวจแห่งชาติลัตเวีย และต่อมาได้เผยแพร่วิดีโอดังกล่าวซึ่งปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะกำลังปฏิบัติหน้า ลงบน YouTube โดยศาล CJEU ได้ยืนยันหลักการ Lindqvist Doctrine ว่ากรณีนี้ไม่เข้าข้อยกเว้น เนื่องจากเป็นการบันทึกวิดีโอในบริบทที่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว (Non-private Setting) และถูกเผยแพร่ให้กับผู้ชมจำนวนไม่จำกัด (“unlimited number of people”)
จากตัวอย่างคดีที่ได้กล่าวมาข้างต้น ทำให้เห็นแนวทางการตีความข้อยกเว้นนี้ของศาลไปในทิศทางค่อนข้าง “แคบ” ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ข้อยกเว้นนี้อาจถูกนำไปเป็นเครื่องมือสำหรับข่มขู่ให้ผู้คนหวาดกลัว ไม่กล้าแสดงออกทางความคิดหรือความเห็น เนื่องจากผู้ฟ้องคดีปิดปากสามารถอ้างหลักการตีความอย่างแคบว่า การแสดงออกทางความเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งไม่สามารถจำกัดจำนวนผู้เข้าชมได้นั้นย่อมไม่เข้าข้อยกเว้นการประมวลผลเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จึงอาจมีความรับผิดตามกฎหมายได้
ข้อยกเว้นนี้มีหลักการที่แตกต่างจากข้อยกเว้นการประมวลผลเพื่อประโยชน์ส่วนตน เนื่องจาก GDPR ได้กำหนดให้รัฐสมาชิกต้องไปกำหนดในกฎหมายภายในว่าถึงขอบเขตของข้อยกเว้นกิจการสื่อสารมวลชน โดยกรอบจะต้องกำหนดเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ยังคงมีความสมดุลระหว่างสิทธิในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและเสรีภาพในการแสดงออก เนื่องจากสิทธิในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด จึงต้องสมดุลกับสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ตามหลักความได้สัดส่วน
อย่างไรก็ตามข้อยกเว้นกิจการสื่อสารมวลชนนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองบทบาทของสื่อในฐานะ "สุนัขเฝ้าบ้าน" (Public Watchdog) ที่สอดส่องดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง โดยในบริบทของสังคมดิจิทัล ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (CJEU) ได้วางหลักการในการตีความคำว่า "การสื่อสารมวลชน" (Journalism) อย่างกว้าง เพื่อให้ครอบคลุมถึง "สื่อพลเมือง" (Citizen Journalism) ที่มุ่งผลิตเนื้อหาเพื่อผลักดันให้เกิดการถกเถียงในประเด็นสาธารณะ โดยมีแนวคำพิพากษาที่เป็นบรรทัดฐาน ดังนี้
ข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลภาษีมาเผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และระบบ SMS โดยศาลวินิจฉัยว่าแม้จะมีการแสวงหาผลกำไรจากข้อมูลดังกล่าว แต่หากมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลหรือความคิดเห็นสู่สาธารณะ การประมวลผลนี้ย่อมได้รับยกเว้นในฐานะกิจกรรมสื่อสารมวลชน
ข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับการบันทึกวิดีโอการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเผยแพร่บน YouTub โดยศาลวินิจฉัยว่า กิจกรรมนี้อาจถือเป็นกิจกรรมสื่อสารมวลชนได้ หากการกระทำนั้นมีเจตนาเพื่อเปิดโปงความผิดปกติหรือกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานรัฐ ประมวลผลนี้ย่อมได้รับยกเว้นในฐานะกิจกรรมสื่อสารมวลชน ทั้งนี้ต้องผ่านการชั่งน้ำหนักความได้สัดส่วนระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับสิทธิในความเป็นส่วนตัวโดยศาลภายในประเทศด้วย
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนในการปรับใช้ข้อยกเว้นนี้ยังคงเป็นช่องทางให้เกิดการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) เนื่องจากแต่ละรัฐสมาชิกของสหภาพยุโรปมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน เช่น ออสเตรียที่ยังคงจำกัดนิยามสื่อไว้เพียงสื่อกระแสหลัก หรือสหราชอาณาจักรที่กำหนดเกณฑ์พิจารณาสามประการ ได้แก่ (1) ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะต้องได้รับการประมวลผลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่เนื้อหาข่าวสาร (2) ผู้ควบคุมข้อมูลต้องเชื่อโดยสมเหตุสมผลว่าการเผยแพร่จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยคำนึงถึงความสำคัญเป็นพิเศษของผลประโยชน์สาธารณะในเสรีภาพในการแสดงออก และ (3) ผู้ควบคุมข้อมูลต้องเชื่อโดยสมเหตุสมผลว่า การบังคับใช้บทบัญญัติ GDPR ที่ระบุไว้จะไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางข่าวสารของตน
เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลผ่านการรับรองสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมายเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงการสถาปนาหลักเกณฑ์กลางในการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลโดยรวมให้มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะในการไม่ได้มุ่งหวังผลแพ้ชนะในเนื้อหาของคดีเป็นสำคัญ แต่กลับมุ่งหมายสร้างภาระทางกฎหมายและต้นทุนในการดำเนินคดีให้แก่ผู้ถูกฟ้อง บทบัญญัติว่าด้วยข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่หรือคุกคามผ่านการตีความที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อยกเว้นเรื่องการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อกิจกรรมในครอบครัวตามมาตรา 4 (1) และข้อยกเว้นด้านกิจการสื่อสารมวลชนตามมาตรา 4 (3)
ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่ปรากฏคำพิพากษาของศาลที่ชัดเจนซึ่งเกี่ยวข้องกับการปรับใช้ข้อยกเว้นตามมาตราดังกล่าว มีเพียงแนวทางจากข้อหารือของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ซึ่งสามารถอาศัยเป็นบรรทัดฐานเบื้องต้นได้ โดยเฉพาะในประเด็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่ง สคส. ได้วางเกณฑ์พิจารณาไว้ว่า หากการกระทำนั้นไม่ได้มีลักษณะเป็นการประมวลผลที่มีระบบหรือมีความสม่ำเสมอเป็นประจำ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล กิจกรรมนั้นย่อมได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติฉบับนี้
ประเด็นที่น่าสังเกตประการหนึ่งคือ จุดยืนของ สคส. ต่อกรณีการเผยแพร่ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของบุคคลบนสื่อสังคมออนไลน์โดยบุคคลใกล้ชิดของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะตีความข้อยกเว้นตามมาตรา 4 (1) ในทางกว้าง ซึ่งแตกต่างจากแนวทางของสหภาพยุโรปที่ตีความข้อยกเว้นในลักษณะเดียวกันโดยแคบ ขณะที่ข้อยกเว้นด้านกิจการสื่อมวลชนตามมาตรา 4 (3) นั้น แม้จะยังไม่มีข้อหารือที่วางแนวทางไว้โดยตรง แต่เมื่อพิจารณาจากตัวบทกฎหมายที่กำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นไปตาม “จริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ” ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่มุ่งหมายจะจำกัดขอบเขตการใช้สิทธิดังกล่าวให้อยู่ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งอาจส่งผลให้การปรับใช้มาตรานี้ถูกตีความอย่างเคร่งครัดและแคบกว่าแนวทางของสหภาพยุโรป และอาจไม่รวมถึงสื่อพลเมือง (Citizen Journalism)
ข้อยกเว้นเพื่อประโยชน์ส่วนตน | ข้อยกเว้นด้านกิจการสื่อมวลชน | |
สหภาพยุโรป | แคบ | กว้าง |
ประเทศไทย | กว้าง | แคบ |
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) มีความเสี่ยงที่จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องปิดปาก (SLAPP) เนื่องจากการวิพากษ์วิจารณ์หรือตรวจสอบประเด็นสาธารณะมักมีการอ้างอิงถึงข้อมูลส่วนบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับ PDPA มีบทลงโทษที่รุนแรงกว่ากฎหมายหมิ่นประมาททั่วไป ปัจจัยเหล่านี้จึงจูงใจให้ผู้ฟ้องใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือสร้างภาระทางคดีเพื่อยับยั้งการแสดงความคิดเห็น
อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวนับว่าขัดต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย เนื่องจาก PDPA มุ่งเน้นที่จะวางมาตรฐานในการกำกับดูแลและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพ มิใช่มีไว้เพื่อปิดกั้นการตรวจสอบหรือการเคลื่อนไหวทางสังคมและเมือง ดังนั้น กลไกสำคัญจึงอยู่ที่หน่วยงานกำกับดูแล (สคส.) ผู้บังคับใช้กฎหมาย PDPA ซึ่งมีบทบาทในการประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการนำกระบวนการยุติธรรมมาใช้โดยไม่สุจริตในอนาคต
นอกจากนี้ ในยุคสังคมดิจิทัลที่เส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะเริ่มเลือนลางจากการขยายตัวของอินเทอร์เน็ต บุคคลธรรมดาย่อมสามารถเผยแพร่ข้อเท็จจริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะที่คาบเกี่ยวระหว่างข้อยกเว้น "เพื่อประโยชน์ส่วนตน" และ "กิจการสื่อมวลชน" ได้ ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า หน่วยงานกำกับดูแลหรือศาลควรพิจารณาตีความข้อยกเว้นทั้งสองนี้ให้สอดคล้องกัน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างสิทธิในความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพของประชาชนในยุคสังคมดิจิทัล
แหล่งอ้างอิง: